วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ระบบการศึกษาประเทศเยอรมัน

ระบบการศึกษาประเทศเยอรมัน
ระบบการศึกษาไทยกับเยอรมันในระดับอุดมศึกษามีความแตกต่างกันหลายเรื่อง ซึ่งอาจจะทำให้คนไทยแปลกใจว่ามีอย่างนี้ด้วยเหรอ   อาทิเช่นเรื่องดังต่อไปนี้

1. จำนวนภาคเรียน
เยอรมันมีสองภาคเรียนเท่านั้น คือ ซัมเมอร์ (ฤดูร้อน) และวินเทอร์ (ฤดูหนาว)    ภาคเรียนฤดูร้อนถือเป็นภาคเรียนที่หนึ่ง เริ่มตั้งแต่เมษายนถึงกันยายน   ภาคเรียนฤดูนาวถือเป็นภาคเรียนที่สอง เริ่มตั้งแต่ตุลาคมจนถึงมีนาคม   ทว่าช่วงเวลาในการสอบของภาคฤดูร้อนจะเป็นประมาณเดือนกรกฎาคม และช่วงสอบของภาคฤดูหนาวจะเป็นเดือนกุมภาพันธ์   (เวลาว่างที่เกิดขึ้นระหว่างภาคเรียนจะเป็นวันหยุดยาวที่แทบจะไม่มีใครอยู่ที่มหาวิทยาลัย คือ มีนาคม สิงหาคม และกันยายน)    เวลาที่เราบอกว่าเมืองไทยมีสามภาคเรียน คือ ภาคเรียนที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 และ ภาคฤดูร้อน คนเยอรมันจะงงมาก ยิ่งเวลาต้องนับจำนวนภาคเรียนเพื่อกรอกลงในใบสมัครเข้าศึกษาต่อแล้วก็ยิ่งง   สิ่งที่เขายอมรับได้ในระบบของเขาคือให้นับเป็นปีละสองภาคเรียนเท่านั้น


2. การรับเข้าศึกษา
สำหรับนักศึกษาปริญญาเอกจะรับเข้าได้ทั้งสองภาคการศึกษา และไม่มีกำหนดเส้นตายในการลงทะเบียนเข้าเป็นนักศึกษา คือถ้าใครพร้อมเมื่อไรก็มาสมัครได้   แต่คณะที่รับเข้าเรียนจะประชุมกันเดือนละหนึ่งครั้งเพื่อตอบรับหรือปฎิเสธการสมัคร   เมื่อคณะตกลงรับแล้วก็จะออกใบ  Admission ให้นักศึกษานำไปลงทะเบียน


3. จำนวนรับเข้าศึกษา
มหาวิทยาลัยเยอรมันมีหน้าที่ให้การศึกษาแก่นักศึกษาปริญญาเอกในจำนวนที่ตกลงกันไว้กับรัฐบาลท้องถิ่น (แคว้น) โดยแยกเป็นโควต้าของนักศึกษาเยอรมันและนักศึกษาต่างชาติ   หากโควต้ายังไม่เต็ม และนักศึกษามีอาจารย์ที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นให้การสนับสนุน  และนักศึกษามีเอกสารหลักฐานครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนด  ทางมหาวิทยาลัยไม่สามารถปฎิเสธการรับเข้าเรียนได้      ต่อเมื่อมีจำนวนผู้สมัครมากกว่าจำนวนที่นั่งเท่านั้นถึงจะมีการคัดเลือก   ซึ่งโดยปกติยากที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะโควต้าต่อปีเยอะมาก เช่น 30 คนต่อปีต่อคณะ เทียบกับคนมาสมัครประมาณ 10 ? 15 คนต่อปีเท่านั้น


4. ทำไมถึงมีผู้สมัครเรียนปริญญาเอกน้อย
คนที่จะเข้าเรียนปริญญาเอกต้องมีอาจารย์ก่อน  ซึ่งกว่าอาจารย์จะตกลง  ผู้สมัครต้องแสดงออกให้เห็นทั้งเรื่องความสามารถเชิงวิชาการ ความสนใจที่ไปทางเดียวกันกับอาจารย์ที่ปรึกษา และวุฒิภาวะที่จะเรียนต่อ ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องลงทุนสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันเป็นเวลานาน 

นอกจากนั้น  นักศึกษาต้องหาทุนทำวิทยานิพนธ์เอง  ในมหาวิทยาลัยโดยส่วนใหญ่จะเน้นการเรียนแบบทำวิทยานิพนธ์เป็นหลัก     ซึ่งนักศึกษาจะหลีกเลี่ยงทำงานวิจัยขนาดใหญ่ไม่ได้   แต่ปัญหาคือไม่มีทุนทำวิจัยให้  (นอกจาก ZEF บอนน์)   หากนักศึกษายังไม่แน่ใจว่าจะมีเงินทำวิจัยไหมก็ยังอาจจะยังไม่สมัคร   จนกว่าอาจารย์จะเห็นว่ามีทางได้ทุน  จึงจะให้สมัคร  

ส่วนคนต่างชาติที่สมัครเรียนน้อยเพราะส่วนหนึ่งพูดภาษาเยอรมันไม่ได้ อีกส่วนหนึ่งไม่มีเงินทุนสนับสนุน และอีกส่วนหนึ่งไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษา


5. การย้ายมหาวิทยาลัย
นักศึกษาปริญญาเอกมักจะต้องย้ายมหาวิทยาลัยไปยังมหาวิทยาลัยที่อาจารย์ที่ปรึกษาของตนเองสังกัด   ในที่นี้มีสองกรณี  กรณีแรก  นักศึกษาย้ายตามอาจารย์ที่ย้ายไปมหาวิทยาลัยอื่น    กรณีที่สอง  นักศึกษาได้อาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลันอื่น    ไม่ว่ากรณีใดหากมหาวิทยาลัยปลายทางที่ย้ายไปนั้นมีหลักเกณฑ์สำหรับการจบการศึกษาเป็นอย่างใด นักศึกษาก็ต้องทำตามนั้น   หากนักศึกษาเคยลงเรียนบางวิชาที่มหาวิทยาลัยอื่นมาแล้ว สามารถยื่นเอกสารเพื่อขอเทียบหน่วยกิตได้   แต่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของมหาวิทยาลัยที่รับเข้าใหม่


6. ชื่อปริญญา
ชื่อของปริญญาเอกในเยอรมันจะไม่ตรงกับชื่อปริญญาของเมืองไทย เช่น ปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ สามารถเขียนได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นปริญญาเอก (เศรษฐศาสตร์) ในภาษาเยอรมันคือ Doktors der Wirtschaftswissenschaften แต่เวลาเขียนตัวย่อ อาจกลายเป็น (Dr. rer. pol.)  มาจาก rerum politicarum ซึ่งดูยากมากเพราะไม่เห็นคำว่า econ อยู่ตรงไหน คนไทยอาจจะตีความว่าเป็นปริญญาเอกรัฐศาสตร์ไปได้ ซึ่งนักศึกษาเรียนมาไม่เกี่ยวกับรัฐศาสตร์เลย 

บางมหาวิทยาลัย  นักศึกษาเรียนเศรษฐศาสตร์แต่อาจจะได้ปริญญาเอก (เกษตรศาสตร์) ในภาษาเยอรมันคือ Doktors der Agrawissenschaften (Dr. agr.)   คนไทยเห็นแล้วย่อมงงว่าตกลงไปเรียนเศรษฐศาสตร์แล้วทำไมจบมาเป็นเกษตรศาสตร์   เพราะคณะเกษตรศาสตร์บางทีใหญ่มากซึ่งอาจจะครอบคลุมภาควิชาเศรษฐศาสตร์เอาไว้ หรืออาจารย์ที่ปรึกษาย้ายไปสังกัดอยู่ในคณะเกษตรศาสตร์ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษา)  

ดังนั้นในวงการวิชาการเยอรมันจะไม่สนใจชื่อปริญญา แต่จะสนใจชื่อวิทยานิพนธ์และชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพราะจะเป็นตัวบอกว่านักศึกษาที่จบมานั้นถนัดเรื่องอะไร เป็นเศรษฐศาสตร์หรือไม่ และเป็นเศรษฐศาสตร์สาขาไหน เป็นต้น   หากนักศึกษาไทยที่ให้ความสำคัญกับเรื่องปริญญา สมมติว่าเศรษฐศาสตร์ ขอแนะนำว่าทางปลอดภัยคือให้สมัครกับมหาวิทยาลัยที่มีคณะเศรษฐศาสตร์แยกออกมาชัดเจน ถึงกระนั้นก็ต้องเช็คให้ละเอียดว่าคณะนั้นออกปริญญาที่สะกดว่าเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า เช่น Dr. oec, Dr. rer. oec, Dr. sc. oec เป็นต้น  แต่บอกได้อย่างหนึ่งว่าที่เยอรมันไม่มีใครเขาสนใจกัน เวลาเราถามจุกจิกเรื่องนี้เขาก็จะว่าเราแปลก  (ดูรายชื่อมหาวิทยาลัยและชื่อปริญญาได้ด้านล่างบทความนี้)


7. การติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษาก่อนการสมัครเข้าเรียนปริญญาเอก
ระบบเยอรมันแบบดั้งเดิมต้องให้ผู้สมัครมีอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนสมัครเข้าเรียน   นั่นจึงเป็นปัญหาของคนต่างชาติที่ไม่รู้จักใครที่เยอรมัน   โดยมากผู้สมัครจะได้อาจารย์ที่ปรึกษาจากการแนะนำของอาจารย์ในประเทศของตนเองอีกที เช่น สมมติว่าผมจบเยอรมันแล้วกลับมาทำงานในเมืองไทย ผมก็บอกนักศึกษาว่าถ้าอยากไปเยอรมันให้ติดต่ออาจารย์ท่านนั้นท่านนี้   นั่นเป็นทางที่ง่ายที่สุด   หากไม่มีสายสัมพันธ์อย่างนี้ก็ยากที่จะส่งจดหมายไปแนะนำตัวแล้วได้รับการตอบรับที่ดี      แต่ในระบบใหม่โดยเฉพาะปริญญาเอกที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและได้รับการสนับสนุนจาก DAAD (ทุนรัฐบาลเยอรมัน) มักจะไม่ต้องติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษาก่อน ผู้สมัครเพียงแต่สมัครเข้าโครงการ หลังจากได้รับการคัดเลือกให้เข้าเรียนแล้วก็ค่อยหาอาจารย์ที่ปรึกษาอีกที ซึ่งระบบการแนะนำกันภายในจะเป็นคนชักพาให้ไปพบกับคนที่น่าจะเหมาะกับเราได้ในที่สุด


8. การลงทะเบียนในภาคเรียนต่อไป
แม้ว่านักศึกษาปริญญาเอกจะไม่มีเส้นตายสำหรับการลงทะเบียนเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อเป็นนักศึกษาแล้ว   จะมีเส้นตายให้ลงทะเบียนสำหรับภาคเรียนต่อไป   ระบบของมหาวิทยาลัยอาจจะให้นักศึกษาดำเนินการด้วยตัวเองกับเครื่องคอมพิวเตอร์    ซึ่งนักศึกษาจำเป็นต้องไม่ลืมกำหนดการนี้ หากพลาดอาจจะมีผลทำให้ต้องพ้นสภาพการเป็นนักศึกษา หรืออย่างน้อยก็จะถือว่านักศึกษาลาพักการศึกษาในภาคเรียนนั้น  ซึ่งมีผลทำให้ไม่นับเวลาเรียน  แล้วจะทำให้จบช้าลง


9. การลงทะเบียนสอบ
การลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาไม่ได้หมายความว่านักศึกษาจะเข้าสอบได้   หากนักศึกษาต้องการเข้าสอบและต้องการเกรด   จำเป็นต้องลงทะเบียนสอบอีกครั้ง    สำคัญมาก  ซึ่งนักศึกษาต้องติดต่อที่สำนักทะเบียนหรือเรียกว่า Pr?fungsamt ของคณะที่นักศึกษาสังกัด   หากเรียนมาทั้งเทอมแล้วไม่ได้ลงทะเบียนสอบ  ถือว่าเทอมนั้นโมฆะ  ไม่มีการออกเกรดให้


10. ทรานสคริป
การเก็บหน่วยกิตในระบบการศึกษาปริญญาเอกของเยอรมันไม่จำเป็นที่จะต้องออกเป็นเกรด   แต่อาจจะออกเป็นใบรับรองการเข้าเรียน (participation)  และใบรับรองการนำเสนอผลงาน (presentation)   คล้ายกับการออกเกรดในเมืองไทยว่า  ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน   ซึ่งนักศึกษาจะต้องไปขอใบรับรองนี้จากอาจารย์ผู้สอนเป็นรายวิชาไป    ใบรับรองเหล่านี้เมื่อนำมารวมกับใบเกรดที่เกิดจากการเข้าสอบ (ในรายวิชาที่มีการให้เกรด)  ก็จะนำมาเทียบว่าผ่านเกณฑ์ที่วางไว้ทั้งหมดหรือยัง     ท้ายที่สุดมหาวิทยาลัยจะไม่ออกทรานสคริปให้แต่อย่างใด   แต่ถือว่าใบรับรองเหล่านั้นเป็นตัวแทนของทรานสคริป ดังนั้นถ้าได้มาแล้วก็ให้เก็บไว้ดี ๆ อย่าทำหาย


11. หน่วยกิต
ระบบการศึกษาเยอรมันแบบดั้งเดิมจะไม่คิดหน่วยกิตให้เหมือนกับเมืองไทย แต่เรียกว่า SWS (Semesterwochenstunden) คือ จำนวนชั่วโมงต่อสัปดาห์ เช่น 2 SWS   หมายถึงวิชาที่มีจำนวนชั่วโมงเรียนในห้องเรียน 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต่อมาระบบการศึกษาที่ต้องรองรับนักศึกษาจากสหภาพยุโรปทำให้มหาวิทยาลัยต้องปรับเปลี่ยนการคิดหน่วยกิตเป็น ECTS (European Credit Transfer System) ซึ่งใช้เทียบหน่วยกิตได้ทั่วทั้งสหภาพยุโรป วิธีการคำนวณ SWS เป็น ECTS คำนวณดังนี้

วิชาบรรยายที่มีการสอบ   2 SWS = 6 ECTS
วิชาสัมมนาที่ต้องนำเสนอสองครั้ง แต่ไม่มีสอบ   2 SWS = 4 ECTS

จะเห็นว่าการคำนวณ SWS เป็น ECTS นั้นนับความพยายามนอกห้องเรียนด้วย คือ วิชาที่มีสอบก็ต้องเตรียมตัวมากกว่าวิชาที่ไม่มีสอบ จึงได้หน่วยกิตมากกว่า   แต่สำหรับเมืองไทยแล้วนับหน่วยกิตเฉพาะเวลาที่ใช้ในห้องเรียนเท่านั้น เช่น 3 หน่วยกิต หมายถึง วิชาที่ใช้เวลาในห้องเรียน 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การสำเร็จการศึกษาในระบบเยอรมันนับจาก SWS ไม่ได้นับจาก ECTS


12. เกรด
การออกเกรดของเยอรมันจะกลับหัวกลับหางกับของไทย ให้เอา 5 ลบเกรดเยอรมันจะกลายเป็นเกรดไทย   เช่น 1.00 ของเยอรมัน คือ 4.00 ของไทย      ไม่เพียงเท่านั้น เกรดจะไม่ได้เป็นขั้น ๆ ว่า A B+ B แต่จะเป็นทศนิยมเช่น 1.12    2.00   2.14   2.56   อย่างนี้เลย    และที่สำคัญการสอบตกคือได้เกรด 5.00 คือ F เท่านั้น   ไม่มีการกำหนดเกรด GPA ขั้นต่ำว่าจะต้องได้เท่าไรถึงจะสำเร็จการศึกษา ขอให้ผ่านให้หมดเป็นใช้ได้   แต่ขอบอกว่าข้อสอบหินทีเดียวกว่าจะผ่านได้ และเกณฑ์การสอบผ่านคือ 50% ขึ้นไปไม่มีอนุโลม


13. การรับปริญญาและชุดครุย
มหาวิทยาลัยเยอรมันไม่มีพิธีการในการมอบปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก หลังจากการสอบวิทยานิพนธ์แล้ว   กรรมการจะลงมติว่าจะรับวิทยานิพนธ์หรือไม่ ถ้ารับก็ถือว่าสำเร็จการศึกษา และจะมีการออกมาแสดงความดีใจกันหน้าห้องสอบ         เริ่มต้นด้วยการกล่าวของประธานกรรมการสอบ ตามด้วยอาจารย์ที่ปรึกษาว่าตลอดเวลาที่ทำงานกับคนนี้เป็นอย่างไร และนักศึกษากล่าวปิดท้ายซึ่งก็จะขอบคุณอาจารย์และเพื่อน ๆ ที่ให้กำลังใจ   พร้อมกับมีแซว ๆ กันบ้าง   แล้วก็เปิดแชมเปญรินแจกกันเพื่อฉลอง      จากนั้นก็จะได้หมวกใบหนึ่งและครุยตัวหนึ่งที่เอากลับบ้านไม่ได้เพราะเป็นสมบัติของมหาวิทยาลัย   แล้วก็ถ่ายรูปกัน         สำหรับมหาวิทยาลัยเกิร์ทธิงเก้นแล้ววันดีคืนดีก็จะพากันไปจูบรูปปั้น แกนเซลีเซล ที่อยู่กลางเมือง     ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมายาวนาน สำหรับด๊อกเตอร์ใหม่ของมหาวิทยาลัย    การที่จะหวังว่าจะได้หอบเสื้อครุยสวย ๆ กลับมาเมืองไทยนั้นไม่มี    เขาบอกว่าถ้าอยากได้ก็ไปหาเอาชุดครุยอะไรก็ได้สีดำแล้วก็ใส่เชิ้ตขาวผูกเน็คไท แล้วก็หาหมวกแบบที่ใช้รับปริญญามาใส่ ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว     ส่วนใบปริญญาก็ติดต่อขอรับได้ที่เลขานุการของคณะฯ   เมื่อได้แล้วก็กลับบ้านเป็นอันจบ


14. ต้องมีผลสอบภาษาเยอรมันหรือไม่
นักศึกษาไทยก็กลัวว่าจะพูดเยอรมันไม่ได้ไม่ต้องกลัว หากเป็นโปรแกรมที่สอนเป็นภาษาอังกฤษก็ใช้คะแนน TOEFL    และ    GRE    สมัคร   แต่หากบางคณะไม่มีโปรแกรมภาษาอังกฤษแต่ยอมให้ทำวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ นักศึกษาจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องสอบภาษาเยอรมัน ทั้งนี้ต้องคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาให้ชัดเจน    และให้อาจารย์ที่ปรึกษาเขียนไปบอกคณะฯ ว่านักศึกษาคนนี้จะทำวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ     และให้คณะฯ เขียนไปบอกมหาวิทยาลัยอีกต่อหนึ่งว่าจะขอยกเว้นเรื่องผลสอบภาษาเยอรมัน    ซึ่งโดยมากก็ไม่มีปัญหา   นอกเสียจากว่านักศึกษาไปตกปากรับคำกับอาจารย์ที่ปรึกษาว่าจะเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาเยอรมันนั่นก็สุดแล้วแต่


15. ค่าใช้จ่ายในการศึกษา

15.1 ค่าเล่าเรียน  
นักศึกษาที่ได้ทุน DAAD (ทุนรัฐบาลเยอรมัน) จะจ่ายค่าเล่าเรียนถูกกว่านักศึกษาปกติ หากไม่ได้ทุน นักศึกษาปริญญาเอกจะต้องจ่ายเทอมละประมาณ 200 ยูโร (ถ้าได้ทุนเหลือประมาณ 150 ยูโร) 

15.2 ค่าหอพัก
มีหลายราคา แล้วแต่สภาพและเมืองที่ไปศึกษา ยิ่งเป็นเมืองใหญ่ก็แพง
ยกตัวอย่างเช่น   
ห้องพักรวม ห้องเดี่ยว 12 คน แต่รวมห้องครัวและห้องน้ำใช้ด้วยกัน   150 ยูโร
ห้องพักเดี่ยว ห้องน้ำแยก แต่รวมห้องครัว   160  ยูโร
ห้องพักเดี่ยว ห้องน้ำแยก ห้องครัวแยก   250 ยูโร
ห้องพักเดี่ยว ห้องน้ำแยก ห้องครัวแยก แบบเกสท์เฮ้าส์อย่างดี   เมืองเล็ก 350 ยูโร   เมืองใหญ่ 550 ยูโร
ห้องพักคู่ ห้องน้ำแยก ห้องครัวแยก แบบเกสท์เฮ้าส์อย่างดี   เมืองเล็ก 565 ยูโร   เมืองใหญ่ 850 ยูโร

15.3 ค่าประกันสุขภาพ   
หากเป็นนักเรียนทุน DAAD จะมีประกันให้ในตัว หากไม่ใช่ก็จะต้องซื้อประกันในอัตราประมาณ  30 ? 50 ยูโรต่อเดือน   (30 ยูโรสำหรับ 18 เดือนแรก เดือนต่อไปหลังจากนั้นจะเพิ่มเป็น 50 ยูโร ) แต่ก็มีหลายอัตรา

15.4 ค่าพาหนะ 
บางมหาวิทยาลัยจะรวมค่ารถเมล์และรถใต้ดินไว้กับค่าลงทะเบียน ทำให้สามารถใช้ยวดยานเหล่านี้ได้ฟรีหากแสดงบัตรนักศึกษา แต่บางเมืองจะไม่รวมไว้ ทำให้อาจจะต้องเสียค่าพาหนะเพิ่มเดือนละ 30 ยูโร

15.5 ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในการศึกษา  
เดือนละประมาณ 400 - 500 ยูโร

โดยสรุปแล้ว
หากมีงบประมาณ 1,100  ยูโรจะอยู่ได้อย่างสบาย หากน้อยกว่านี้ก็อาจจะต้องยอมอยู่ในหอพักที่มีคุณภาพลดลง




ภาคผนวก

รายชื่อมหาวิทยาลัยและชื่อปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ที่ออกให้ เรียงตามลำดับอักษร
(ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ  11 มีนาคม 2553 อ้างอิงจาก Promotionsordnung เป็นหลัก)


Berlin (Frie)------(Dr.rer.pol)
Berlin (Humboldt)-----(Dr.rer.pol)
Berlin (TU)-----(Dr.rer.oec)
Bonn (Bonn Graguate School of Economics)---(Dr.rer.pol)
Bonn (Faculty of Agriculture)---(Dr.agr.)
Bonn (ZEF)---ขึ้นอยู่กับ First supervisor จะอยู่มหาวิทยาลัยไหน
Cologne---(Dr.rer.pol)
Duisburg---(Dr.rer.pol)
Frankfurt (Goethe Uni)-----(Dr.rer.pol)
Giesen---(Dr.rer.pol)
G?ttingen---(Dr.rer.pol)
Hamburg---(Dr.rer.pol)
Hannover---(Dr.rer.pol)
Hohenheim---(Dr.oec)
Karlsruhe---(Dr.rer.pol)
Kiel---(Dr.sc.pol)
Konstanz---(Dr.rer.pol)
Leipzig---(Dr.oec)
Manheim---(Dr.rer.pol)
Marburg---(Dr.rer.pol)
Munich (LMU)--(Dr.Phil and Dr.oec.publ)
Munich (TU)---(Dr.rer.pol and Dr.oec.)
M?nster---(Dr.rer.pol)
?sbabruck---(Dr.rer.pol)
Siegen---(Dr.rer.pol)

ที่มา...

http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=469:german-phd-system&catid=100:study-abroad&Itemid=121

อาหารเยอรมัน

อาหารเยอรมัน

อาหารเยอรมันแตกต่างจากพื้นที่สู่พื้นที่ เช่น ในภาคใต้ของบาวาเรียและ Swabia ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการปรุงอาหารตามแบบสวิสเซอร์แลนด์และออสเตรีย หมูและไก่เป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่นิยมบริโภค ในเยอรมนีหมูเป็นที่นิยมมากที่สุด ตลอดทุกภาคเนื้อมักจะรับประทานในรูปแบบไส้กรอก มากกว่า 1500 ชนิดของไส้กรอกที่ผลิตในประเทศเยอรมนี อาหารอินทรีย์ได้รับส่วนแบ่งตลาดประมาณ 3.0% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก

พูดภาษาเยอรมันเป็นที่นิยมมีความหมาย :"รับประทานอาหารเช้าเช่นจักรพรรดิ กลางวันเช่นกษัตริย์ และอาหารเย็นเหมือนขอทาน" อาหารเช้ามักประกอบด้วยขนมปังก้อนเล็ก (Brötchen) ทาแยมหรือน้ำผึ้ง หรือทานกับเนื้อเย็นและชีส บางครั้งมีไข่ต้ม ธัญพืชหรือ Muesli กับนมหรือโยเกิร์ต กว่า 300 ชนิดของขนมปังมีจำหน่ายในร้านเบเกอรี่ทั่วประเทศ ผู้อพยพจากหลายประเทศมาสู่เยอรมนีได้นำอาหารนานาชาติมากมายมาเผยแพร่จนทำให้เกิดนิสัยการกินรายวัน เช่นอาหารอิตาเลียนพิซซ่าและพาสต้า อาหารตุรกีและอาหรับชอบ Döner และ Falafel โดยเฉพาะในเมืองใหญ่นอกจากร้านอาหารพื้นเมืองแล้ว ยังมีร้านอาหารนานาชาติแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารจีน กรีก อินเดีย ไทย ญี่ปุ่นและอาหารเอเชียอื่น ๆ ได้รับความนิยมในทศวรรษที่ผ่านมา
แม้ว่าไวน์จะเป็นที่นิยมในหลายประเทศ แต่ประเทศเยอรมนีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำชาติคือเบียร์ แม้คนเยอรมันจะบริโภคเบียร์ต่อคนจะลดลง แต่ปริมาณการบริโภคเบียร์ 127 ลิตรต่อปีต่อคนในเยอรมนีก็ยังคงเป็นตัวเลขสูงที่สุดในโลก ชนิดของเบียร์ในเยอรมันได้แก่ Alt, Bock, Dunkel, Kölsch, เลเกอร์, Malzbier, Pils และ Weizenbier จากการสำรวจ 18 ประเทศตะวันตกที่บริโภคเครื่องคิดเป็นต่อหัวมากที่สุด เยอรมนีอยู่ในอันดับ 14 สำหรับเครื่องดื่มทั่วไป ในขณะที่มาเป็นอันดับสามในการบริโภคน้ำผลไม้ นอกจากนั้น น้ำแร่อัดลมและ Schorle (ผสมกับน้ำผลไม้) ก็เป็นที่นิยมเช่นกันในเยอรมนี

Schwarzwälder Kirschtorte เค้กแบล็คฟอเรสต์เป็นอาหารว่างที่ขึ้นชื่อของเยอรมัน

เบียร์เป็นเครื่องดื่มขึ้นชื่อของเยอรมันและคนเยอรมันชอบดื่มมาก
ขาหมูเยอรมัน เป็นหนึ่งในอาหารนิยมของเยอรมัน

ที่มา...
http://www.tourismlogistics.com/index.php?option=com_content&view=article&id=469:german-phd-system&catid=100:study-abroad&Itemid=121

ภูมิศาสตร์ประเทศเยอรมัน

ภูมิศาสตร์ประเทศเยอรมัน


  
ภูมิศาสตร์กายภาพ
เยอรมนีมีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันไปจากทางตอนเหนือถึงทางตอนใต้ โดยมีทั้งที่ลาบทางตอนเหนือและเทือกเขาทางตอนใต้

พรมแดนทางทิศเหนือติดทะเลเหนือ เดนมาร์ก และทะเลบอลติก ทิศตะวันออกติดโปแลนด์และสาธารณรัฐเช็ก ทิศใต้ติดออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ ทิศตะวันตกติดฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ พรมแดนมีความยาวทั้งหมดรวม 3757 กิโลเมตร ทำให้เยอรมนีเป็นประเทศที่มีประเทศเพื่อนบ้านมากที่สุดในยุโรป

ภูมิศาสตร์มนุษย์
กว่า 52 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ของประเทศได้มีการใช้ในเชิงพาณิชย์แล้ว (ปี ค.ศ. 2009) เยอรมนีมีพื้นที่ป่าไม้ประมาณ 29.5 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นพื้นที่อยู่อาศัยหรือใช้สำหรับการคมานาคม พื้นที่นำมีอยู่ประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์

เยอรมนีแบ่งการปกครองในระบบสหพันธรัฐ มีทั้งหมด 16 รัฐ (เยอรมัน: Bundeslan, บุนเดิสลันท์) แต่ละรัฐจะมีรัฐบาลท้องถิ่นเป็นของตัวเองและจะมีกระทรวงการปกครองบริหารสูงสุดซึ่งจะดูแลรัฐทุกรัฐของเยอรมนี




 ที่มา... http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B5

ประเทศเยอรมัน

ประเทศเยอรมัน


เยอรมนี (อังกฤษ: Germany; เยอรมัน: Deutschland) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (อังกฤษ: Federal Republic of Germany; เยอรมัน: Bundesrepublik Deutschland) เป็นประเทศที่มีการปกครองแบบสหพันธ์สาธารณรัฐแบบมีรัฐธรรมนูญในทวีปยุโรปตอนกลาง โดยเป็นการรวมตัวของรัฐทั้งหมด 16 รัฐ ประเทศนี้มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเชิงเสรีภาพและรัฐสวัสดิการ พรมแดนทางทิศเหนือติดทะเลเหนือ เดนมาร์ก และทะเลบอลติก ทิศตะวันออกติดโปแลนด์และสาธารณรัฐเช็ก ทิศใต้ติดออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ ทิศตะวันตกติดฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เบลเยียม และเนเธอร์แลนด์ มีเมืองหลวงและเมืองใหญ่ของประเทศคือเบอร์ลิน เยอรมนีมีประชากรประมาณ 80 ล้านคนและเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นประชากรสูงสุดแห่งหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีคนย้ายถิ่นมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลก

เยอรมนีเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรปและยังก่อตั้งสหภาพการเงินกับสมาชิกในสหภาพยุโรปอีก 17 ประเทศ โดยใช้ชื่อว่ายูโรโซน เยอรมนีเป็นสมาชิกของกลุ่ม  UNO, OECD, NATO, G7 และ G20 เยอรมนีเป็นประเทศที่มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นๆในยุโรปและเป็นประเทศที่มีความสามารถที่จะแข่งขันในระดับโลก

หากวัดจากผลผลิตมวลรวมภายในประเทศแบบปกติแล้ว เยอรมนีเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก ในปี 2012 เป็นประเทศที่มีการนำเข้าส่งออกมากที่สุดเป็นอันดับสาม ดัชนีการพัฒนามนุษย์ถือว่าสูงมาก




ที่มา...
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B5


วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ประเภทคอมพิวเตอร์

ลักษณะและประเภทของคอมพิวเตอร์
1. ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูง มีขนาดของความจำมาก ตั้งอยู่ในห้องที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ การใช้งานคอมพิวเตอร์ประเภทนี้มักในงานวิจัย เช่น การวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม การพยากรณ์อากาศ และงานอื่นๆที่มีการคํ านวณซับซ้อน



ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์
2. เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframe Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพรองลงมาจากซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถเชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์ปลายทางได้จํ านวนมาก ทํ าให้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้พร้อมกันหลายร้อยคน จึงมักใช้ในองค์กรขนาดใหญ่

เมนเฟรมคอมพิวเตอร์
3. มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดกลางที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ แต่สูงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์ มักพบในองค์กรที่ใช้งานเฉพาะด้าน เช่น ประมวลผลงานบัญชี โดยนำไปเชื่อมต่อกับเครื่องปลายทางได้หลายคน โดยมีการประมวลผลที่อยู่ส่วนกลาง แล้วส่งผลไปที่เครื่องปลายทาง โดยที่เครื่องปลายทางไม่ต้องประมวลผลเอง

มินิคอมพิวเตอร์
4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (Microcomputer) เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอย่างแพร่หลาย ที่ทั้งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแบบตั้งโต๊ะ ซึ่งเหมาะกับการทํ าำงานในสำนักงาน สถานศึกษา ที่บ้าน หรือคอมพิวเตอร์แบบพกพาไปในสถานที่ต่างๆได้ เช่น       โน๊ตบุ๊ค เป็นต้น

คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ                                      คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค       

หน่วยส่งออก


5 อุปกรณ์ส่งออก (Output Device)
ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากการประมวลผลข้อมูล อุปกรณ์ส่งออกที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
จอภาพ (Monitor)  เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่ผู้ใช้คุ้นเคยมากที่สุด ใช้แสดงผลในรูปของข้อความและรูปภาพ เริ่มแรกนั้นมีการนำเอาโทรทัศน์มาเป็นจอภาพสำหรับการแสดงผล แต่ผลที่ได้ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก จึงมีการผลิตจอขั้นมาจอภาพนั้นมีหลายลักษณะซึ่งลักษณะที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่คุ้นเคยและพบเห็นบ่อย ๆ ได้แก่
จอภาพแบบซีอาร์ที ( Cathode ray tube: CRT)
จะมีลักษณะจอโค้งนูน ลักษณะการแสดงผลนั้นเริ่มแรกแสดงผลได้เฉพาะเป็นตัวอักษรเท่านั้น แต่จะมีความละเอียดสูงเรียกว่า จอภาพแบบสีเดียว (Monochrome Display Adapter: MDA) ต่อมามีการพัฒนาจอสี (Color Graphic Adapter: CGA) ซึ่งสามารถแสดงภาพสีและภาพกราฟิกได้ แต่จะแสดงตัวอักษรและตัวเลขได้ไม่ดีเท่าจอแบบสีเดียว จอรุ่นต่อมาที่สามารถแสดงภาพกราฟิกได้ละเอียด และมีจำนวนสีมากขึ้นเรียกว่า จอสีภาพละเอียด (Enhance Graphic Adapter: EGA)
ส่วนจอสีภาพละเอียดพิเศษ (Video Graphic Array: VGA) เป็นจอภาพที่มีความละเอียดสูงมาก ปัจจุบันจอภาพที่ใช้สำหรับงานคอมพิวเตอร์ในด้านการออกแบบจะใช้จอภาพ เอ็กซ์วีจีเอ (extra Video Graphic Array : XVGA)


จอภาพแบบแอลซีดี ( Liquid Crystal Display: LCD )
เดิมเป็นจอภาพที่ใช้กับเครื่องคิดเลขและนาฬิกา แต่ปัจจุบันจะพบได้ในเครื่อง PC แบบพกพา เช่น โน้ตบุ้คหรือแล็ปท็อป จอภาพแบบนี้จะมีลักษณะแบนเรียบและบาง และได้พัฒนาให้การแสดงผลมีความละเอียดและได้ภาพที่ชัดเจน
เครื่องพิมพ์ (Printers)  ถือเป็นอุปกรณ์แสดงผลที่สำคัญรองลงมาจากจอภาพ เพราะจะแสดงผลลัพธ์ลงบนกระดาษทำให้สะดวกต่อการใช้งาน (อุปกรณ์ที่สามารถเก็บผลที่แสดงออกมาได้ เราเรียกว่า Hard copy ส่วนจอภาพจะเป็น Soft copy) ลักษณะของเครื่องพิมพ์ที่ใช้กันในปัจจุบันได้แก่
เครื่องพิมพ์แบบจุด (Dot-Matrix Printers)
คุณภาพของงานพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ ชนิดนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนจุดของเครื่อง เพราะผลที่ได้จากการพิมพ์จะมีลักษณะเป็นจุด เครื่องพิมพ์ชนิดนี้จะมีราคาถูกเหมาะสำหรับงานพิมพ์ที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก เครื่องพิมพ์แบบจุดนี้จัดเป็นเครื่องพิมพ์แบบกระทบ
( impact printer ) คือ เวลาพิมพ์หัวพิมพ์จะกระทบกับผ้าหมึก

เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก (Inkjet Printer)
หลักการทำงานคือการฉีดหมึกลงบนกระดาษเป็นจุดเล็ก ๆ เพื่อให้ได้รูปแบบงานพิมพ์ที่ต้องการ งานพิมพ์ที่ได้จะมีความละเอียดกว่าเครื่องพิมพ์แบบจุดมาก เครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึกนี้จัดเป็นเครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบ ( Non – impact printer) เพราะเครื่องพิมพ์แบบนี้ทำงานโดยไม่ต้องใช้แถบผ้าหมึก
เครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer)
หลักการทำงานของเครื่องพิมพ์แบบนี้ จะใช้หลักการเดียวกันกับเครื่องถ่ายเอกสาร คือใช้แสงเลเซอร์ในการพิมพ์เรียกว่า LED (Light-Emit-ting Diode) และ LCS (Liquid Crystal Shutter) ซึ่งจะพิมพ์งานออกทีละหน้า เราเรียกงานพิมพ์แบบนี้ว่า ppm (Page per minute ) ทั้งงานพิมพ์ที่ได้ก็มีคุณภาพสูงและคมชัดมาก เวลาพิมพ์ก็ไม่ส่งเสียงดังรบกวน เครื่องพิมพ์แบบนี้จัดเป็นเครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบ (Non – impact printer ) เช่นกัน

พล็อตเตอร์ (Plotter)

เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่มักจะใช้ในงานเขียนแบบ หรืองานด้านกราฟิก เช่นพิมพ์เขียว การพิมพ์แผนผังขนาดใหญ่ แผนที่ หัวพิมพ์จะทำงานเป็นเหมือนปลายปากกา ลักษณะงานพิมพ์จะเป็นงานที่ซับซ้อนและใช้กระดาษแผ่นใหญ่ ๆ ในการพิมพ์

หน่วยแสดงผล

4.หน่วยแสดงผล
หน่วยแสดงผล (Output Unit)
หน่วยแสดงผล คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล   
       1. จอภาพหรือมอนิเตอร์  ทำหน้าที่แสดงข้อมูลในขณะที่คอมพิวเตอร์กำลังทำงาน  เพื่อติดต่อและสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์กับผู้ใช้  จอภาพจะต้องทำงานร่วมกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่แสดงผลบนจอภาพหรือการ์ดจอ  ซึ่งมีทั้งแบบติดตั้งที่เมนบอร์ดโดยตรงและแบบที่เป็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์แยกติดต่างหาก 
จอภาพที่นิยมใช้ในปัจจุบันแบ่งเป็น  2  ชนิด  ได้แก่
- จอภาพแบบนูนหรือซีอาร์ที  ใช้หลอดภาพแบบซีอาร์ทีจากด้านหลังไปกระทบกับสารที่เคลือบพื้นผิวของจอภาพทำให้เกิดการเรืองแสง  ปรากฏเป็นภาพที่แสดงออกมา
- จอภาพแบบแบนหรือจอแอลซีดี  ทันสมัยกว่าแบบแรก  ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อย  มีหลักการแสดงภาพโดยสภาวะปกติจะเป็นของเหลว  แต่เมื่อมีแสงผ่านจะเกิดการเรียงโมเลกุลใหม่กลายเป็นของแข็งแทนเพื่อแสดงภาพแทนการแสดงผลทางจอภาพ เรียกได้อีกอย่างว่าเป็น Soft Copy คือ จะแสดงผลลัพธ์ขณะที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่
       อุปกรณ์คือ จอภาพคอมพิวเตอร์ทั่วไป
      ซึ่งภาพบนจอประกอบด้วยจุดหรือ pixel หลายๆ pixel สามารถแสดงผลความละเอียดได้หลายระดับ เช่น 640 * 480 จุด ,800 * 600 จุด , 1024 * 786 จุด

การแสดงผลทางจอภาพ  หรือเรียกได้อีกอย่างว่าเป็น Hard Copy คือ สามารถแสดงผลลัพธ์คงทนอยู่นานไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าเลี้ยง
     อุปกรณ์ที่ใช้ คือ Printer
2. ลำโพง  ทำหน้าที่แสดงผลในรูปแบบเสียง  มีการทำงานร่วมกับการ์ดเสียง  โดยการ์ดเสียงจะรับสัญญาณ-ดิจิทัล มาแปลงให้เป็นสัญญาณเสียงส่งต่อไปยังสายส่งสัญญาณที่เชื่อมต่อไปยังลำโพงเพื่อส่งข้อมูลเสียงไปยังผู้ใช้งาน
3. หูฟัง  ใช้รับข้อมูลประเภทเสียง  มีลักษณะการทำงานเหมือนกับลำโพงแต่ลดขนาดลง  ทำให้สะดวกในการพกพา ใช้รับข้อมูลได้เฉพาะตัวบุคคล  บางชนิดมีไมโครโฟน  หูฟังประเภทนี้จะมีสายสำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อย่างน้อย  2  เส้น  โดยเส้นหนึ่งจะใช้สำหรับรับสัญญาณเสียงส่วนอีกเส้นหนึ่งจะใช้สำหรับส่ง
สัญญาณเสียง
4. เครื่องพิมพ์  ทำหน้าที่พิมพ์ข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ให้ออกมาในลักษณะของสิ่งพิมพ์ลงบนกระดาษหรืออุปกรณ์อื่น ๆ
- เครื่องดอตเมตทริกซ์  เหมาะสำหรับชิ้นงานที่ต้นทุนต่ำและต้องการทำสำเนาหลาย ๆ แผ่น  โดยกระดาษที่ใช้จะต้องมีรูด้านข้างสำหรับให้หนามเตยของเครื่องพิมพ์เกี่ยว เพื่อเลื่อนกระดาษ
- เครื่องอิงค์เจ็ท  มีขนาดเล็ก  รูปทรงทันสมัย  ใช้เวลาในการทำงานน้อย  และผลงานที่ได้มีคุณภาพมากกว่า เครื่องดอตเมตทริกซ์
- เครื่องเลเซอร์  มีแบบและรูปร่างคล้ายเครื่องแบบอิงค์เจ็ท  แต่สามารถทำงานได้เร็วและผลงานที่ได้มี ความคมชัดสูงกว่า
- เครื่องพล็อตเตอร์  มีขนาดใหญ่กว่าเครื่องพิมพ์ประเภทอื่น  นิยมใช้กับงานที่เกี่ยวข้องกับการเขียนแบบต่าง ๆ

 5. เครื่องเอลซีดีโพรเจคเตอร์  เป็นฮาร์ดแวร์ที่ใช้ นำเสนอข้อมูลบนจอภาพคอมพิวเตอร์ไปฉายบนจอภาพ ขนาดใหญ่  ปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องแอลซีดีโพรเจคเตอร์  เพื่อให้ได้คุณภาพมากยิ่งขึ้น  เรียกว่า  เครื่องดีแอลพีโพรเจคเตอร์  ทำให้ข้อมูลมีความคมชัด  มีความละเกียดสูง  และมีขนาดเล็กกว่าเครื่องแอลซีดี - โพรเจคเตอร์   แต่ก็มีราคาสูงกว่าด้วย